บล.กรุงศรี : CPALL แนะนำ “ถือ” มูลค่าพื้นฐาน 48 บาท
กำไรสุทธิ 4Q55 โต 76%YoY แต่ลดลงเล็กน้อย 4%QoQ
CPALL รายงานกำไรสุทธิงวด 4Q55 ที่ 2.78 พันล้านบาท (+76%YoY, -4%
QoQ) ต่ำกว่าประมาณการของเรา 10% ผลจากอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าคาด และค่าใช้จ่ายการ
ขายและบริหารสูงกว่าคาดแต่สูงกว่า Bloomberg consensus คาด 9% การเติบโต YoY สืบ
เนื่องจากฐานต่ำใน 4Q54 โดยที่
i) ยอดขายเพิ่มขึ้น 32%YoY จากโปรโมชั่นการจำหน่ายอาหารเจ (ต.ค.) แสตมป์รัก
เมืองไทย (ต.ค.-พ.ย.) และสิทธิแลกซื้อสุดคุ้ม (ธ.ค.) ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนไม่มีรายการส่ง
เสริมการขายเนื่องจากอยู่ในช่วงอุทกภัย ยอดขายสาขาเดิมจึงมีอัตราการเติบโตถึง 23%YoY
ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ii) อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นเป็น 25.5% จาก 24.3% ใน 3Q54 ตามการ
ประหยัดต่อขนาดและส่วนผสมยอดขายที่ขยายตัว โดยเฉพาะอาหารพร้อมรับประทานที่มีมาร์จิ้น
สูง
iii) ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และค่าใช้จ่าย
จากรายการส่งเสริมการขาย ทำให้ SG&A/Sales เพิ่มขึ้นเป็น 23.9% จาก 22.2% ใน 4Q54
iv) ค่าใช้จ่ายภาษีลดลงเป็นผลจากการปรับลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% จากปกติที่
30%
ส่วนการลดลง QoQ เป็นผลจากอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 25.5% จาก 25.8%
ใน 3Q55 และค่าใช้จ่ายการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 6%QoQ เนื่องจากการปรับปรุงรายการค่า
ใช้จ่ายปลายปี ขณะที่ยอดขายเติบโต 6%QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล ส่วนการขยายสาขายังทำได้
ตามเป้าหมาย โดยมีการเปิดสาขาใหม่ 49 สาขา ลดลงจาก 113 สาขา ในไตรมาสก่อน โดย
ภาพรวมยังมีงบดุลแข็งแกร่ง โดยคงสถานะเงินสดสุทธิ (Net cash) ไว้เหมือนหลายไตรมาสก่อน
หน้า
ทั้งนี้ กำไรสุทธิปี 55 จึงขยายตัวถึง 38%YoY เป็น 1.10 หมื่นล้านบาท บนยอดขาย
รวมที่เติบโต 21%YoY ยอดขายสาขาเดิมเติบโตสูงถึง 13%YoY ขยายตัวจาก 4.8% ในปี
54 มีการขยายสาขาระหว่างปี 546 แห่ง ตามเป้าหมายบริษัทฯ อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว 1.0%
เป็น 25.8% จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่มีสินค้ามาร์จิ้นสูงอย่างอาหารพร้อมรับประทานเข้ามามาก
ขึ้น อย่างไรก็ตามอัตรา SG&A/sales ขยายตัวจาก 21.9% เป็น 23.2% จากผลของการปรับ
เพิ่มค่าแรง และค่าสาธารณูปโภค รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขยายสาขาใหม่และการปรับปรุงสาขา
แนะนำ “ถือ” มูลค่าพื้นฐาน 48 บาท
การเป็นผู้นำธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่คาดจะมีการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง
23% ในปี 56 ตามการขยายสาขาเชิงรุกอีก 550 แห่ง อัตรากำไรขั้นต้นที่มีทิศทางขาขึ้น และ
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลงอีกจาก 23% เป็น 20% ขณะที่ ROE สูงสุดในกลุ่มถึง 44-
45% ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนระยะยาว แต่เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันเต็มมูลค่าแล้ว กอปร
กับคาดว่าผลประกอบการรายไตรมาสมีโอกาสปรับฐานต่อเนื่องใน 1Q56 ก่อนฟื้นตัวในไตรมาส
สองซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนที่สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มได้ดี และเป็นช่วงปิดภาคการศึกษา จึงควรรอ
จังหวะซื้อเมื่ออ่อนตัวสำหรับการลงทุนในระยะสิบสองเดือน เราคงมูลค่าพื้นฐาน ที่ 48 บาท ตาม
วิธี DCF (9.1% WACC, 4% Terminal growth)
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น