วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

MDX ราคาพื้นฐาน 23 บาท


บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : MDX แนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 23 บาท อิงกับ P/E ปี 56 ที่ 14 เท่า

ปี 56 เติบโตแข็งแกร่ง
             • คาดกำไรสุทธิปี 56 เติบโตต่อ 16% จาก 302% ในปี 55 หนุนโดยส่วนแบ่งกำไรจาก
ธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น (จากกำลังการผลิตเพิ่มของโครงการเทิน-หินบูน) ขณะที่กำไรจากนิคม
และสาธารณูปโภคยังดีต่อเนื่อง
              • Valuation ยังต่ำกว่าเฉลี่ยของกลุ่ม โดยปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปี 56 เท่ากับ 10.4 
เท่า แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 22.96 บาท อิงกับ P/E ปี 56 ที่ 14 เท่า ซึ่งเทียบเป็น PEG 
เพียง 0.88 เท่า
             • ปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้น (Catalyst) ในระยะต่อไป คือ การเข้าประมูลโรงไฟฟ้า IPP ซึ่ง
ทาง MDX จะจับมือกับพันธมิตร คือ มารูเบนิ คอร์ปอเรชั่น 

             ธุรกิจของ MDX เป็นผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ สาธารณูปโภคขั้นพื้น
ฐาน และพลังงาน โดยนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้มีพื้นที่พัฒนาประมาณ 5.2 พันไร่ ในจังหวัด
ฉะเชิงเทรา และร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เทิน-หินบูน ประเทศลาว โดยมีกำลังการผลิต
ไฟฟ้า 210 เมกะวัตต์ และขยายเพิ่มอีก 230 เมกะวัตต์ (ส่วนขยายเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่
ปลายปี 55) – MDX ถือผ่านบริษัทย่อยในโครงการนี้ 10.4%, ร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า
ก๊าซธรรมชาติ บางบ่อ (IPP) กำลังการผลิต 350 เมกะวัตต์ จ.สมุทรปราการ โดยร่วมทุนกับ
พันธมิตรญี่ปุ่นคือ มารูเบนิ คอร์ปอเรชั่น - MDX ถือผ่านบริษัทย่อยในโครงการนี้ 16.64%
นอกจากนั้นยังมีร่วมลงทุนกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 3 กำลังการผลิต 400 เมกะวัตต์ - MDX 
ถือผ่านบริษัทย่อยในโครงการนี้13.0% แต่โครงการนี้ยังไม่เริ่มผลิต โดยอยู่ระหว่างหาข้อสรุป
เรื่องสัญญาก่อสร้าง, การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และ License Agreement กับรัฐบาลลาว โดย
คาดว่าจะเลื่อนการผลิตเชิงพาณิชย์ออกไปจากปี 60 เป็นประมาณปี 62) สำหรับโครงการโรง
ไฟฟ้าเทิน-หินบูนและบางบ่อ มีการทำสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาวให้กับกฟผ.ทั้งหมด
            โครงสร้างกำไรสุทธิ 9M55 บริษัทมีกำไรสุทธิในงวดม.ค.-ก.ย.55 เท่ากับ 462 ล้าน
บาท โดยเป็นกำไรสุทธิจากธุรกิจโรงไฟฟ้า 219 ล้านบาท (บันทึกผ่าน Equity Income) คิด
เป็น 47% ของกำไรสุทธิทั้งหมด และอีก 243 ล้านบาท คิดเป็น 53% เป็นกำไรสุทธิจาก
ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและบริการสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมในช่วงปี 55-56 บริษัทมี
พัฒนาการในทางบวกหลายด้าน ได้แก่
             1) ยอดขายที่ดินที่เซ็นสัญญาแล้วของปี 55 เพิ่มเป็น 400 ไร่ จาก 200 ไร่ในปี 54 และ
ยอดโอนรับรู้รายได้ในปี 55 อยู่ที่ 350 ไร่ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปี 56 มีที่ดินพัฒนาแล้ว
พร้อมขาย 300 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถขายได้หมด ส่วนยอดโอนจะอยู่ใกล้เคียงกับปี 55 ทั้งนี้ 
ณ สิ้นปี 55 บริษัทมีที่ดินขายแล้วรอโอนประมาณ 150 ไร่
             2) อัตรากำไรขั้นต้นของการขายที่ดินทรงตัวสูงที่ 60% ในปี 55-56 เนื่องจากเป็นต้น
ทุนที่ดินเดิมที่ซื้อมาในราคาต่ำ
             3) ในปี 56 จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ทำโรงไฟฟ้าเทิน-หินบูนเพิ่มขึ้น เพราะ
โรงไฟฟ้านี้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 230 MW (จากเดิมมี 210 MW) โดยในส่วนของ Load 
Factor ในปี 56 จะใกล้เคียงกับปี 55 ซึ่งส่วนแบ่งกำไรจะเพิ่มเข้ามาอีกประมาณ 100 ล้านบาท 
จากในปี 55 ที่มีส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าราว 300 ล้านบาท ส่วนนี้เป็น Key Growth หลัก
ของกำไรสุทธิในปี 56

            บริษัทมีที่ดินรอการพัฒนาอีก 1,000 ไร่ ซึ่งส่วนนี้กำลังทำการประเมินผลกระทบทางสิ่ง
แวดล้อม (EIA) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 57 โดยส่วนนี้จะเป็นที่ดินพร้อมขายและรับรู้รายได้ใน
ปี 58 ต่อไป นอกจากนั้นกำลังพิจารณาซื้อที่ดินเพิ่ม เพื่อรองรับความต้องการซื้อที่ดินในนิคม
อุตสาหกรรมที่สูงขึ้นยังมีความต้องการซื้อที่ดินจากลูกค้าในกลุ่มยานยนต์ โดยปัจจุบันค่ายผลิตรถ
ยนต์โตโยต้ามีพื้นที่ในนิคม MXD แล้ว 625 ไร่ และอีซูซุ 700 กว่าไร่ และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์
อื่นๆ ด้วย ซึ่งเฉพาะลูกค้าของกลุ่มยานยนต์คิดเป็นประมาณ 70-80% ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนที่
เหลือเป็นอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์, อาหาร และยา เราคาดว่า MDX จะเป็นอีกหนึ่งนิคม
อุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะยาว
            กำไรสุทธิปี 56 ขยายตัวสูง และมีลุ้นเรื่องการประมูลโรงไฟฟ้า IPP คาดการณ์ว่ากำไร
สุทธิปี 56 จะเพิ่มขึ้น 16% เป็น 674 ล้านบาท (EPS : 1.64 บาท) โดยปัจจัยหนุนหลักเป็นส่วน
แบ่งกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น 34%YoY ขณะที่กำไรจากธุรกิจนิคม
อุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคใกล้เคียงกับปี 55 และกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าจะคิดเป็น 58% ของ
กำไรสุทธิในปี 56 ส่วนอีก 42% เป็นกำไรจากนิคมอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค สำหรับปัจจัย
กระตุ้นราคาหุ้น (Catalyst) ในระยะต่อไป คือ การเข้าประมูลโรงไฟฟ้า IPP ซึ่งทาง MDX จะจับ
มือกับพันธมิตร คือ มารูเบนิ คอร์ปอเรชั่นเข้าร่วมประมูลเกี่ยวกับโรงไฟฟ้า IPP ทางสำนักงาน
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ได้เปิดขายซองประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่รอบ
ใหม่ (IPP) ไปแล้ว และได้รับความสนใจอย่างมากทั้งจากผู้ประกอบการในและต่างประเทศ ทั้งนี้
สกพ.จะเปิดให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและราคาในช่วงเดือนเม.ย.56 จากนั้นจะประเมิน
คุณสมบัติและความเหมาะสมด้านเทคนิคภายในเดือนเม.ย.-มิ.ย.56 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้าสู่
การพิจารณาเพื่อเจรจาซื้อขายไฟฟ้ากับกฟผ.ภายในเดือนมิ.ย.56 สำหรับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจาก
ผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ครั้งนี้มีปริมาณรวม 5,400 เมกะวัตต์ โดยมีเงื่อนไขกำหนดให้ใช้ก๊าซ
ธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี ทั้งนี้ผู้ชนะประมูล
สามารถเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีได้ แต่ต้องแจ้งเข้ามาภายใน 4 ปีนับตั้งแต่วันที่มีการประกาศผู้
ชนะประมูล
              แนะนำซื้อ โดยให้ราคาพื้นฐาน 23 บาท อิงกับ P/E ปี 56 ที่ 14 เท่า ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ย
ของ Forward P/E ปี 56 ของกลุ่มโรงไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรม และยังต่ำกว่า P/E ของหลัก
ทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจคล้ายคลึงกับ MDX คือ ROJNA ที่มี Forward P/E ปี 56 เท่ากับ 15-16 
เท่า รวมทั้ง P/E เป้าหมายดังกล่าวมี PEG เพียง 0.88 เท่า สำหรับโอกาสเติบโตในระยะยาว
ของ MDX มาจาก 1) ความต้องการซื้อที่ดินของผู้ประกอบการในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น
ตามการเติบโตของอุตสาหกรรม (ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้น
จาก 2.55 ล้านคันในปี 56 เป็น 3.5 ล้านคันในปี 58), 2) การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรง
ไฟฟ้าน้ำงึม 3 ในอนาคต และ 3) กำลังการผลิตไฟฟ้า IPP ที่จะเพิ่มขึ้น ถ้าชนะการประมูลในรอบ
ใหม่นี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น