วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บล.เอเซีย พลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 26/02/56


บล.เอเซีย พลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 26/02/56 

กลยุทธ์การลงทุน 
              ดัชนีหุ้นไทยยังคงแข็งแกร่ง แม้ Fund Flow อยู่ในช่วงของปลายขาเข้า โดย SET ยัง
ได้รับแรงขับเคลื่อนจากหุ้นรายตัว โดยเฉพาะที่มี upside สูง โดยยังเลือก JAS(FV@8.2), 
BBL(FV@280) เป็น Top picks 
              				
Fund Flow อยู่ในช่วงปลายขาเข้า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกเริ่มน้อยลง ยกเว้นญี่ปุ่น   
              แม้เริ่มมีสัญญานบ่งบอกว่าเศรษฐกิจโลกในฝั่งตะวันตกเริ่มฟื้นตัว หรือผ่านจุดต่ำสุด 
โดยเฉพาะทางสหรัฐ ทำให้มีความเชื่อว่าการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน QE หรือการซื้อ
พันธบัตรในฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว อาจจะใกล้สิ้นสุด  ซึ่งอาจจะเป็นช่วงกลางปีหรือปลายปีนี้ก็ตาม 
แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายในฝั่งเอเซีย โดยจากประเทศ
ญี่ปุ่น ที่นายก Abe กำหนดนโยบายชัดเจนตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปลายปี 2555 ที่จะเพิ่ม QE 
ครั้งใหม่ในต้นปี 2557 อีกเดือนละ 13 ล้านล้านเยน ซึ่งน่าจะใช้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นเงินเฟ้อ 
ขยับขึ้นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 2% จากปัจจุบันที่ติดลบอยู่ โดยสรุปแม้สถานการณ์กระตุ้น
เศรษฐกิจของธนาคารกลางโลกใกล้สิ้นสุด แต่ยังมีบางประเทศที่ยังมีความจำเป็น เช่น ญี่ปุ่น อาจ
จะกดดอกเบี้ยในตลาดเงินในภูมิภาคเอเซีย ให้อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องตลอดปี 2556  และน่าจะ
หนุนให้ค่าเงินเอเซีย มีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน แต่ตรงข้ามค่าเงินเอเซีย อาจจะเริ่ม
ทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หากมีแนวโน้มว่าสหรัฐ จะหยุดใช้มาตรการอัดฉีดเงิน
เข้าสู่ระบบเร็วกว่าคาด ซึ่งประเด็นนี้น่าจะกดดันให้ตลาดหุ้นไทยและเอเซีย มีแนวโน้มแกว่งตัวต่อ
ไป โดยเฉพาะดัชนีหุ้นไทยปัจจุบันมี Current PER เกินกว่า 17 เท่า (Expected PER สิ้นปี 
2556 อยู่ที่ 15 เท่า) ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง  ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนยังคงเน้นเป็นหุ้นรายตัว 
โดยเฉพาะหุ้น PER ต่ำ หรือใกล้เคียงตลาด หากมีศักยภาพการเติบโตสูง พร้อมกับมี upside 
สูงเกินกว่า 16%  รายละเอียดดังปรากฏในตารางข้างต้น 

ตลาดยังให้น้ำหนักต่อการเลือกตั้งในอิตาลีและการตัดลดรายจ่ายของสหรัฐฯ
              คาดสัปดาห์นี้ ตลาดน่าจะให้น้ำหนักการเลือกตั้งในอิตาลี ซึ่งผลออกมาไม่ค่อยจะเป็น
เอกฉันท์ กล่าวคือผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ คะแนนเสียงของผู้นำ 2 พรรค อยู่ในระดับ
ใกล้เคียงกัน ระหว่างนายปิแอร์ ลุยจิ เบอร์ซานี่ พรรคฝ่ายซ้าย และ นายซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่  พรรค
ฝ่ายขวา โดยตลาดกังวลว่า หากนายแบร์ลุสโคนี่ ได้รับชัยชนะ (ผิดจากผลโพลล่าสุด 2-3 สัปดาห์ที่
ผ่านมา) เพราะนายแบร์ลุสโคนี่ เน้นนโยบายประชานิยม และคัดค้านมาตรการรัดเข็มขัด ทำให้
อิตาลีอาจจมลงสู่ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ตรงกันข้าม ตลาดน่าจะชื่นชอบ นายเบอร์ซานี่ 
มากกว่า เพราะน่าจะสานต่อนโยบายรัดเข็มขัด จากนายกฯคนก่อนได้ ทั้งนี้ผลการนับคะแนนล่า
สุด นายเบอร์ซานี อาจชนะสภาล่างเล็กน้อย  (29.57% ต่อ 29.15%) แต่จะแพ้ในสภาสูง (นาย
เบอร์ซานี 105 ที่นั่ง ส่วนนายแบร์ลุสโคนี่ ได้ไป 113 ที่นั่ง)   
               เช่นเดียวกับ เส้นตายการตัดลดงบประมาณรายจ่ายมูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญฯของ
สหรัฐฯ ภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่ความคืบหน้าในการเจรจามีน้อยมาก แต่ในที่สุดคาดว่าน่าจะมีการ
ตัดลดค่าใช้จ่ายในด้านการทหาร การศึกษา และสวัสดิการสาธารณสุข ซึ่งอาจจะกดดัน  อัตราการ
ว่างงานให้ลดจากปัจจุบันยากขึ้น (7.9%)  และอาจจะกลับมากดดันตลาดอีกครั้ง 

Fund Flow ผันผวนในตลาดหุ้นเอเซีย ขณะที่ในไทยมี Big Lot หุ้น CPALL
              วันจันทร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปิดทำการ แต่พบว่านักลงทุนต่างชาติพลิกกลับเป็นซื้อ
สุทธิหุ้นเอเชีย 4 ประเทศ ราว 4 ล้านเหรียญฯ (ตลาดหุ้นไทยหยุดทำการ) โดยมีแรงซื้อมาจาก 3 
ประเทศ แต่ส่วนใหญ่ลดลง ได้แก่ อินโดนีเซียราว 43 ล้านเหรียญฯ (ลดลง 60%) เกาหลีใต้ราว 
42 ล้านเหรียญฯ (ลดลง 36%) และฟิลิปปินส์พลิกเป็นซื้อสุทธิราว 5 ล้านเหรียญฯ ตรงกันข้าม 
ตลาดไต้หวันถูกขายสุทธิราว 86 ล้านเหรียญฯ (เพิ่มขึ้น 64%) 
ส่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 74 ล้านเหรียญฯ หลักๆเป็นการขายสุทธิใน
ไทยและไต้หวัน มากถึง 194 และ 52 ล้านเหรียญฯ ตามลำดับ ร่วมกับการขายเล็กน้อยใน
ฟิลิปปินส์ราว 1 ล้านเหรียญฯ สวนทางกับการซื้อสุทธิใน อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ราว 109 และ 
65 ล้านเหรียญฯตามลำดับ ทั้งนี้ แรงขายสุทธิหุ้นไทยค่อนข้างมาก เมื่อวันศุกร์ ราว 5.8 ล้านบาท 
น่าจะมีผลส่วนหนึ่งจากรายการขาย Big Lot ของหุ้น CPALL-F มูลค่า 8.7 พันล้านบาท และ 
CPALL มูลค่า 670 ล้านบาทรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ หากพิจารณาตลาดฟิวเจอร์ส พบว่านักลงทุน
ต่างชาติยังคงเปิดสถานะ Short สุทธิ 969 สัญญา ทำให้ยอด Short ติดต่อกัน 5 วัน รวมกันกว่า 
3.3 พันสัญญา จึงอาจเป็นสัญญาณว่านักลงทุนต่างชาติยังคงมีแนวโน้มจะปรับลดพอร์ตต่อไปจน
ถึงสิ้นเดือนนี้ นอกเหนือจากนักลงทุนต่างชาติแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงกดดันจากพอร์ตของ
โบรกเกอร์อยู่ เนื่องจากยอดซื้อสุทธิสะสม ตั้งแต่ 26 พ.ย. 2555 ยังอยู่ในระดับสูงถึง 7 พันล้าน
บาท แรงขายทำกำไรจากนักลงทุนกลุ่มนี้จึงอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งจะกดดันดัชนีให้ผันผวนใน
ระยะต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น