ข่าว การลงทุนใน หุ้น จาก www.efinancethai.com (กด CTRL+F ค้นหาชื่อหุ้น) Click วันละครั้ง เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับผู้ทำ Blog และขอขอบคุณสำหรับทุก Click ที่สนับสนุนค่ะ
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
DCON
บริษัท ดีคอนโปรดักส์ จำกัด (มหาชน)
ณ วันที่ 15/02/56
ราคาปิดตลาดที่ 9.15 บาท
P/E 16.45 บาท
P/BV 2.40 บาท
มีปันผล 0.43 บาท/หุ้น โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2556
ธุรกิจ วัสดุก่อสร้าง
DCON เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 25% จากปีก่อน
ที่ทำได้ 1,038 ล้านบาท หลังจากที่บริษัทฯ มียอดขายจากการค้าวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น นอกจาก
นี้ในปีที่ผ่านมาภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีทิศทางที่เติบโตขึ้น ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบ
ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จึงได้รับประโยชน์และผลประกอบการได้เพิ่มขึ้นตามการก่อสร้าง
โครงการทั้งในแนวราบและแนวสูง ที่มีอัตราการขยายตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประกอบกับ
ได้รับอานิงส์จากโครงการ โครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลในด้านคมนาคม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการ
พัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมแห่งแรก ซึ่งมีมูลค่าโครงการอยู่ที่
800 ล้านบาท โดยเน้นกลุ่มลูกค้าในระดับกลางและระดับล่าง ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจาก
ประชาชน หลังจากในปี 2555 บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวที่ ลำลูกกาคลอง 8 และ
บริเวณถนนราชพฤกษ์
' โดยปัจจัยหลักที่บริษัทฯ มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการเติบโตเฉลี่ยของธุรกิจ อสัง
หาฯ ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ได้รับอานิสงส์จากทางภาครัฐที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจและกระตุ้น
คมนาคมให้พัฒนาก้าวหน้าส่วนหนึ่งก็เพื่อรองรับประเทศเพื่อนบ้านและในปีนี้บริษัทฯ เตรียมเปิด
คอนโดมิเนียมแห่งแรกของบริษัทฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในปีนี้นิดๆ หน่อยๆ แต่จะรับรู้ทั้ง
หมดในปี 2557 ' นายวิทวัสกล่าว
ส่วนในปีนี้บริษัทฯเตรียมเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม จำนวน 795 ยูนิต มูลค่า
800 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนกรกฏาคมปีนี้ และจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการดัง
กล่าวในปีนี้ และทยอยรับรู้รายได้หมดทั้งจำนวนใน 2557
' นับว่าเป็นโครงการคอนโดฯ แห่งแรกของบริษัทฯ ซึ่งเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ในปีนี้
บริษัทฯ จะหันมาให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นควบคู่ไปกับธุรกิจหลักในการจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง
คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนในระดับกลางและระดับล่าง เนื่องจากมีราคาเริ่มต้น
ที่เหมาะสม หลังจากที่ในปี 2555 บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวที่ อำเภอลำลูกกาและ
บริเวณถนนราชพฤกษ์ ' นายวิทวัส กล่าว
ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดโรงงานแห่งใหม่ ที่จังหวัดระยองและจังหวัดขอนแก่น ซึ่งใช้
งบประมาณในการสร้างโรงงานและซื้อเครื่องจักร จำนวน 140 ล้าบบาท โดยเงินลงทุนดังกล่าวจะ
นำมาจากผลการดำเนินของบริษัทฯ ทั้งหมดไม่ได้กู้ยืม จึงทำให้บริษัทฯ มีอัตราหนี้สินต่อทุน หรือ
D/E ในระดับต่ำ
โดยบริษัทฯ คาดว่าจะเป็นผู้นำทางด้านค้าส่งวัสดุก่อสร้างในภาคตะวันออก ในขณะ
เดียวกันจะเป็นการช่วยลดต้นทุนของการขนส่งสินค้า จากเดิมบริษัทฯ มีโรงงานที่จังหวัดลพบุรี
เพียงแห่งเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามในปี 2557 บริษัทฯ มีแผนเปิดโรงงานแห่งใหม่ใน
กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างจำนวน 100 ล้านบาท
' การสร้างโรงงานแห่งใหม่มีส่วนช่วยในการลดต้นทุนด้านขนส่งได้มากขึ้นจากเดิมที่
มีโรงงานที่ลพบุรีและจะต้องขนส่งสิ้นค้าไป ระยองไปภาคตะวันออกนั้นจะต้องใช้ค่าขนส่งที่สูง
บริษัทฯ จึงหันมาใช้วิธีการสร้างโรงงานผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อ ลดต้นทุนด้านขนส่งอย่างยั่งยืนและจะ
ช่วยให้ผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย'นายวิทวัส กล่าว
นายวิทวัส กล่าวต่อไปว่าจากกรณีที่บริษัท เอ็น.ที.เอส สตีล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ใน
เครือบริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TSTH ได้ร้องเรียนไปยังกระทรวง
พาณิชย์ เพื่อให้ดำเนินมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti Dumping) หรือเอดีเหล็กลวด
คาร์บอนสูง ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเรียกร้องให้กระทรวง
พาณิชย์ดำเนินมาตรการตั้งกำแพงทางภาษีเหล็กลวดคาร์บอนสูงในอัตราภาษี 15.98% ซึ่งขณะนี้
เรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนของทางภาครัฐ
ทั้งนี้ประเมินว่ากลุ่มผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการตั้งกำแพงการนำเข้าในภาษีที่สูง
นั้น ได้แก่กลุ่มผู้ที่ผลิตลวดเหล็กซึ่งจะใช้เป็นวัตุดิบหลักในการผลิตเช่น โรงงานผลิตเสาเข็ม เสา
ไฟฟ้า สะพาน คอนโดมิเนียม ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการที่จะต้องนำเข้าเหล็กชนิดเหล็กลวด
คาร์บอนสูง ถึงแม้ว่าจะมีการผลิตในที่ประเทศไทยแล้วนั้น
แต่คุณภาพของการผลิตนั้นไม่มีความสม่ำเสมอจึงทำให้จะต้องนำเข้าจากต่าง
ประเทศ ซึ่งในฐานะที่เคยเป็นอดีตนายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทยจึงได้เรียก
ร้องให้กระทรวงพานิชย์เข้าใจถึงผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นจะต้องนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนสูง
ด้วย ซึ่งจะกระทบในหลายๆ ธุรกิจต่อเนื่อง จึงไม่ต้องการที่จะให้มีการตั้งกำแพงภาษีการนำเข้าที่
15.98%
' อยากให้กระทรวงพานิชย์เห็นใจทางฝั่งกลุ่มผู้ค้าที่จะต้องนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนสูง
มาใช้ในการผลิต เพื่อธุรกิจด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องในหลายธุรกิจรวมถึงกระทบต่อผู้
บริโภคที่อาจจะต้องมีการขึ้นราคาของชิ้นส่วนต่างๆ 'นายวิทวัส กล่าว
อนึ่ง DCON รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. ว่าในปี 2555 มี
กำไรสุทธิอยู่ที่ 145.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 83.92 ล้านบาท
นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัทฯ ยังมีมติจ่ายเงินปันผลงวดการดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม
2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นเงินสด 0.43 บาท/หุ้น โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 8
พฤษภาคม 2556
รายงาน โดย สันติภาพ เกตุสร้อย
เรียบเรียง โดย อาภรณ์ สุภาพ
อนุมัติ โดย พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com
ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น