วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 26/02/56


บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 26/02/56

'จับตาผลเลือกตั้งอิตาลี'
             กลยุทธ์การลงทุน :  เมื่อวันศุกร์ SET Index ดีดกลับ 11.39 จุดมายัง 1540.13 โดยมี
แรงซื้อกลับในหุ้นใหญ่กลุ่มแบงค์และพลังงาน รวมถึงหุ้น Mid-Small Cap ที่มีแนวโน้มกำไรดี 
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสูงถึง 5.8 พันล้านบาท สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 2.2 
พันล้านบาท รายย่อยซื้อสุทธิ 2.9 พันล้านบาท ส่วนพอร์ตบล.ซื้อสุทธิ 644 ล้านบาท สำหรับสัปดาห์
นี้ อาจมีความผันผวนเกิดขึ้นจากความกังวลกับผลเลือกตั้งในอิตาลี ทั้งนี้ถ้านายบาร์ลุสโคนีได้กลับ
มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบก็อาจทำให้การเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ
ต้องหยุดชะงัก รวมทั้งอาจทำให้ปัญหาด้านการเงินของยูโรโซนประทุขึ้นมาอีกรอบ ทั้งนี้เนื่อง
จากนโยบายหลักในการหาเสียงของนายแบร์ลุสโคนี คือ การต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งเป็น
เงื่อนไขที่อิตาลีต้องปฏิบัติเพื่อแลกกับการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก EU อย่างไรก็
ตาม หากผ่านจุดนี้ไปได้ ตลาดหุ้นยังอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เกื้อหนุน โดยเฟดยังคงเดินหน้าซื้อ
สินทรัพย์ต่อเนื่อง (ช่วง 4 สัปดาห์ระหว่าง 30 ม.ค.-20 ก.พ.56 เฟดได้ขยายสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 
86,432 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามค่าเฉลี่ยที่ตลาดประเมินเอาไว้ที่ 85,000 ล้านดอลลาร์
ต่อเดือน) สำหรับปัจจัยจับตาในประเทศ คือ รายงานผลประกอบการปี 55 และเงินปันผลของบจ. 
ซึ่งเราคาดว่าจะเติบโตสูงจากฐานที่ต่ำในปี 54 และขยายตัวดีต่อในปี 56 กลยุทธ์การลงทุน : โดย
หลักยังคงให้เลือกซื้อตามด้วยค่าบวกของราคาหุ้นและดัชนี ส่วนกลยุทธ์รองเป็นการซื้ออ่อนตัว 
โดยหากหลุดแนวฟิวเตอร์ที่ 1520 จุด จะมีแนวเด้ง 1510-1500 จุด หุ้นพื้นฐานที่แนะนำซื้อตาม
ด้วยค่าบวกวันนี้ เป็น MDX

Fundamental Pick     
MDX                               แนะนำซื้อ
ราคาปิด                            17   บาท  
ราคาพื้นฐาน                         23  บาท
          o ในช่วงปี 55-56 บริษัทมีพัฒนาการในทางบวกหลายด้าน ได้แก่ 1) ยอดขายที่ดินที่เซ็น
สัญญาแล้วของปี 55 เพิ่มเป็น 400 ไร่ จาก 200 ไร่ในปี 54 และยอดโอนรับรู้รายได้ในปี 55 อยู่
ที่ 350 ไร่ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปี 56 มีที่ดินพัฒนาแล้วพร้อมขาย 300 ไร่ ซึ่งคาดว่า
จะสามารถขายได้หมด ส่วนยอดโอนจะอยู่ใกล้เคียงกับปี 55 ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 55 บริษัทมีที่ดินขาย
แล้วรอโอนประมาณ 150 ไร่, 2) อัตรากำไรขั้นต้นของการขายที่ดินทรงตัวสูงที่ 60% ในปี 55-
56 เนื่องจากเป็นต้นทุนที่ดินเดิมที่ซื้อมาในราคาต่ำ, 3) ในปี 56 จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท
ร่วมที่ทำโรงไฟฟ้าเทิน-หินบูนเพิ่มขึ้น เพราะโรงไฟฟ้านี้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 230 MW 
(จากเดิมมี 210 MW) โดยในส่วนของ Load Factor ในปี 56 จะใกล้เคียงกับปี 55 ซึ่งส่วนแบ่ง
กำไรจะเพิ่มเข้ามาอีกประมาณ 100 ล้านบาท จากในปี 55 ที่มีส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าราว 
300 ล้านบาท ส่วนนี้เป็น Key Growth หลักของกำไรสุทธิในปี 56 โดยเราประมาณการว่ากำไร
สุทธิปีนี้จะเติบโต 16% จากที่ขยายตัว 302% ในปี 55 สำหรับปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้น (Catalyst) 
ในระยะต่อไป คือ การเข้าประมูลโรงไฟฟ้า IPP ซึ่งทาง MDX จะจับมือกับพันธมิตร คือ 
มารูเบนิ คอร์ปอเรชั่นเข้าร่วมประมูล แนะนำซื้อ โดยให้ราคาพื้นฐาน 23 บาท อิงกับ P/E ปี 56 
ที่ 14 เท่า ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยของ Forward P/E ปี 56 ของกลุ่มโรงไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรม 
และยัง รวมทั้ง P/E เป้าหมายดังกล่าวมี PEG เพียง 0.88 เท่า สำหรับโอกาสเติบโตในระยะยาว
ของ MDX มาจาก 1) ความต้องการซื้อที่ดินของผู้ประกอบการกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น
ตามการเติบโตของอุตสาหกรรม (ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้น
จาก 2.55 ล้านคันในปี 56 เป็น 3.5 ล้านคันในปี 58), 2) การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรง
ไฟฟ้าน้ำงึม 3 ในอนาคต และ 3) กำลังการผลิตไฟฟ้า IPP ที่จะเพิ่มขึ้น ถ้าชนะการประมูลในรอบ
ใหม่นี้ 

ปัจจัยต่างประเทศและโภคภัณฑ์   
+ เยอรมนี : ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนก.พ.เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง   
           + สถาบัน Ifo ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 107.4 ใน
เดือนก.พ.จาก 104.3 ในเดือนม.ค. โดยเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับแต่เดือนก.ค.53 ส่ง
สัญญาณว่าเศรษฐกิจเยอรมนี มีขนาดใหญ่สุดในยุโรปกำลังมีทิศทางที่ดีขึ้น และจะเป็นผู้นำใน
การดึงให้เศรษฐกิจยูโรโซนหลุดพ้นจากภาวะถดถอยในระยะต่อไป

o ยูโรโซน : ประธาน ECB ส่งสัญญาณว่าไม่น่าจะลดดอกเบี้ยลงอีก      
          o มาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่าการตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับ
ต่ำเป็นเวลานานก่อให้เกิดความเสี่ยงหลายประการ นับเป็นการส่งสัญญาณว่า ECB ไม่น่าจะลด
ดอกเบี้ยลงอีก ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเวลานานอาจกระทบต่อผลตอบแทนที่ผู้ออมเงิน และ
อาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัย รวมทั้งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ขาดความระวังจน
ปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่ไม่มีกำไรมากเกินไป สำหรับในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งหลายฝ่าย
กำลังวิตกที่เงินยูโรแข็งค่าเกินไปและเงินเยนอ่อนค่าเกินไปนั้น นายดรากิกล่าวว่าการใช้คำ
ว่า 'สงครามค่าเงิน' รุนแรงเกินไปในสถานการณ์นี้
          - ยูโรโซน : EC คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะ -0.3% ในปี 56 หลัง -0.6% ในปี 55 ซึ่งแย่
กว่าคาดการณ์เดิมที่ +0.1% ในปี 56   คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เปิดเผยในคาดการณ์ล่าสุด
ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะยังคงหดตัวในปี 2556 โดยคาดว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจจะหดตัวลง 
0.3% หลังจากที่หดตัวลง 0.6% ในปีที่แล้ว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าการประเมินก่อนหน้านี้ที่
ระบุถึงการขยายตัว 0.1% 

o/+ อิตาลี : จับตาผลการเลื่อกตั้ง ทั้งนี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.ดีขึ้น    
          o  จับตาผลการเลือกตั้งอิตาลี ซึ่งตลาดวิตกว่ารัฐบาลใหม่ของอิตาลีอาจจะดำเนินนโยบาย
ที่ส่งผลให้การเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจและการคลังของประเทศต้องหยุดชะงัก ถ้านายซิลวิโอ แบร์
ลุสโคนี อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะนโยบายหลักในการหาเสียง
ของนายแบร์ลุสโคนี คือการต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อิตาลีต้องปฏิบัติตามที่
ได้ให้คำมั่นกับ EU เพื่อแลกกับการขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน
             + รายงานของ Istat ระบุว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคของอิตาลี ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่
เป็นอันดับที่ 3 ของยูโรโซนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 86.0 ในเดือนก.พ. จาก 84.7 ในเดือนม.ค. โดยเป็น
การปรับขึ้นในทุกส่วน ทั้งในเรื่องภาวะในปัจจุบันและอนาคต และการจ้างงาน และโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งด้านการเงินส่วนบุคคล

- อังกฤษ : Moody's ลดเครดิตอังกฤษลง 1 ขั้นจาก AAA เป็น Aa1   
           - สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ประกาศ
ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษลง 1 ขั้น จาก AAA สู่ระดับ Aa1 โดยแนวโน้มมี
เสถียรภาพ ซึ่งการลดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งนี้อิงกับการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของอังกฤษมี
แนวโน้มขยายตัวอ่อนแอต่อไป ซึ่งท้าทายต่อแผนการเสริมความแข็งแกร่งด้านการคลังของ
รัฐบาล ทั้งนี้ภาระหนี้สินของประเทศกำลังสูงขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะปรับตัวดีขึ้นก่อนปี 59

- จีน : PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนก.พ.56 ลดลงและต่ำสุดในรอบ 4 เดือน     
            - เอชเอสบีซีเปิดเผยว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นของจีนลดลง
แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ 50.4 ในเดือนก.พ.56 เทียบกับระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 52.3 
ในเดือนม.ค.56

+/- DJIA วันศุกร์พุ่งขึ้น 119.95 จุด แต่ดิ่งลง 216.40 จุดในวันจันทร์  
            + ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์วันศุกร์ปรับขึ้น 119.95 จุด หรือ 0.86% ปิดที่ 
14,000.57 จุด หนุนโดยผลประกอบการ HP และ AIG ที่ดีเกินคาด รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่น
ทางธุรกิจเยอรมนีในเดือนก.พ.ที่เพิ่มขึ้นมาก นอกจากนั้นความคิดเห็นเชิงบวกของนายเจมส์ 
บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ที่ว่านโยบายของเฟดมีความผ่อน
คลายอย่างมาก และจะยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายต่อไปเป็นระยะเวลานานช่วยดึงความเชื่อ
มั่นนักลงทุนกลับเข้ามาในตลาดหุ้นสหรัฐด้วย
            - แต่....ความวิตกกังวลต่อผลการเลือกตั้งที่ยังไม่ชี้ขาดของอิตาลี ทำให้นักลงทุนกังวลว่า
อิตาลีอาจจะเผชิญวิกฤตการณ์ด้านเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมืองและจะยิ่งทำให้
วิกฤติหนี้ยุโรปย่ำแย่ลง ทำให้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 13,784.17 จุด ร่วงลง 
216.40 จุด 

o สัญญาน้ำมันดิบวันศุกร์-วันจันทร์เคลื่อนตัวในกรอบแคบ     
             o วันศุกร์สัปดาห์ก่อน สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดเพิ่มขึ้น 29 เซนต์ 
หรือ 0.31% แตะที่ 93.13 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบ
เดือนเม.ย.ที่ตลาดลอนดอน ปิดดีดตัวขึ้น 57 เซนต์ ที่ 114.10 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนในวันจันทร์ 
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย.ลดลง 2 เซนต์ ปิดที่ 93.11 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย.ที่ตลาดลอนดอน เพิ่มขึ้น 34 เซนต์ ปิดที่ 
114.44 ดอลลาร์/บาร์เรล ปัจจัยจับตา คือ มหาอำนาจ 6 ชาติและอิหร่านจะประชุมกันในวันที่ 26 
ก.พ.56 เพื่อหารือเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าผลการ
ประชุมไม่น่าจะมีความคืบหน้ามากนัก

-/+ สัญญาทองคำ COMEX วันศุกร์ปิดอ่อนลง แต่พุ่งขึ้นแรงในวันจันทร์
            - สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย.เมื่อวัน
ศุกร์ปิดลดลง 5.8 ดอลลาร์ หรือ 0.37% ที่ 1,572.8 ดอลลาร์/ออนซ์  แต่ในวันจันทร์ได้พุ่งขึ้น 
13.8 ดอลลาร์ หรือ 0.88% ปิดที่ 1,586.6 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยนักลงทุนเข้ามาซื้อสัญญาทองคำ
เนื่องจากความไม่แน่นอนของผลเลือกตั้งในอิตาลี และหลังจากที่มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ได้
ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษลงมาอยู่ที่ระดับ AA1 จากระดับ AAA

ปัจจัยในประเทศและหุ้นเด่น   
+ เฟดยังคงขยายงบดุลตามแผน...แต่ต่างชาติขายสุทธิ 3.4 พันล้านบาทในตลาดหุ้นไทยช่วง 
YTD    
              + ในช่วงสัปดาห์วันที่ 13-20 ก.พ.56 เฟดมีการขยายสินทรัพย์ 20,901 ล้านดอลลาร์
สหรัฐ โดยเป็นการขยายผ่านโครงการ MBS 23,046 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (แสดงว่ามีการขาย
สินทรัพย์นอกโครงการ MBS เล็กน้อย) สำหรับช่วง 4 สัปดาห์ระหว่าง 30 ม.ค.-20 ก.พ.56 เฟด
ได้ขยายสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 86,432 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามค่าเฉลี่ยที่ตลาดประเมินเอา
ไว้ที่ 85,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าว นักลงทุนต่างชาติมีการ
ขายสุทธิ 3.4 พันล้านบาทในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากการลงทุนมีผลตอบแทนดีมากในช่วงปี 55 ที่
ผ่านมาจึงมีการ Lock up ผลกำไรไว้ก่อน, มีความไม่แน่นอนเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยก่อนการ
ประชุมกนง.วันที่ 20 ก.พ.56 และกังวลว่าเฟดอาจยุติโครงการซื้อสินทรัพย์ผ่าน QE3+QE4 เร็ว
กว่าที่คาด เพราะถูกกดดันจากนานาประเทศที่ได้รับผลกระทบทางลบจากการอ่อนค่าของเงิน
ดอลลาร์สหรัฐ (เดิมประกาศว่าจะเดินหน้าโครงการจนกว่าจะเห็นอัตราการว่างงานสหรัฐ
ลดลงสู่ 6.5% จากปัจจุบันที่ 7.9%)

o กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : สินเชื่อเดือนม.ค.56 เติบโต 0.6%MoM น้อยลงจากเดือนก่อนหน้า 
เพราะปัจจัยฤดูกาล
              o สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่เราทำการวิเคราะห์เติบโต 0.6%MoM ในเดือนม.ค.56 ซึ่ง
ลดลงจาก 1.2%MoM ในเดือนธ.ค.55 เพราะมีการชำระคืนเงินกู้กันมากในช่วงต้นปี อย่างไรก็
ตาม สินเชื่อ KTB เติบโตโดดเด่น 2.1%MoM ซึ่งเป็นไปตามการเบิกเงินกู้ตามงวดของลูกค้า
รายใหญ่ ด้านเงินฝาก เดือนก.พ.ลดลง 0.3%MoM แต่ขยายตัวถึง 26%YoY เพราะฐานเงิน
ฝากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่ำ โดยรวม คาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเติบโตได้ดีต่อ
เนื่องในปี 56 นำโดยสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งธนาคารที่มีสัด
ส่วนสินเชื่อดังกล่าวสูงและคาดว่าจะได้รับประโยชน์มาก คือ BBL (ราคาพื้นฐาน 265 บาท) และ 
KTB (ราคาพื้นฐาน 27 บาท) เราจึงให้ทั้งสองธนาคารเป็นหุ้น Top Picks ในกลุ่มธนาคาร
พาณิชย์

o/- กลุ่มสินแร่ : ผู้ประกอบการรายใหญ่ของโลก BHP ประเมินอุปสงค์เติบโตไม่มากในปี 56  
             o/- BHP เน้นลดต้นทุนเพราะคาดว่าอุปสงค์จะเติบโตน้อยลงมาก บริษัท บีเอชพี 
บิลลิตัน เปิดเผยว่าทางกลุ่มบริษัทจะให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนและการกระตุ้นการผลิต 
เนื่องจากความต้องการแร่ธาตุในช่วง 5 ปีข้างหน้าลดลง บีเอชพีได้รายงานยอดลดการใช้จ่ายลง 
1.9 พันล้านดอลลาร์ ในระหว่างการเปิดเผยผลประกอบการครึ่งปีเมื่อวันที่ 20 ก.พ.56 ส่วนรายได้
สุทธิร่วงลง 58% หลังจากที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อ่อนตัวลง แม้ว่าความต้องการในจีนจะยังคงแข็ง
แกร่งในช่วง 5 ปีข้างหน้า แต่คาดว่าจะต้องเผชิญกับอัตราการขยายตัวของดีมานด์แร่ที่ร่วงลง
จาก 15-20% ต่อปี มาเป็น 2-4% ต่อปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องลดต้นทุนลงและยอมรับว่าการปรับ
ขึ้นของราคาเป็นเรื่องยาก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น